(โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น : 4 มกราคม 2562) - ในมหกรรมแสดงนวัตกรรมระดับโลกหรือ Consumer Electronics Show - CES ที่กำลังจะมาถึงนี้ นิสสันนำเสนอวิสัยทัศน์เทคโนโลยีการเชื่อมต่อของยานยนต์ในอนาคตที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ “มองเห็นในสิงที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า” โดยผสานโลกของความเป็นจริงและโลกเสมือนจริง ที่สร้างที่สุดของประสบการณ์ในการเชื่อมต่อ

เทคโนโลยี Invisible-to-Visible หรือ I2V เป็นเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสันหรือ Nissan Intelligent Mobility อันเป็นวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการเปลี่ยนพลังงานในการขับเคลื่อน วิธีการขับขึ่ และการบูรณาการยานยนต์ให้เข้ากับสังคม เทคโนโลยี I2V นี้จะแสดงให้เห็นถึงยานยนต์ในอนาคตกับผู้เข้าชมงาน CES ผ่านประสบการณ์การแบบอินเตอร์แอคทีฟแบบสามมิติในพื้นที่การจัดแสดงของนิสสัน

เทคโนโลยี I2V ทำงานโดยการรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทั้งภายนอกและภายในรถเข้ากับข้อมูลจากคลาวด์ เพื่อติดตามสภาพแวดล้อมของยานพาหนะแบบเรียลไทม์ พร้อมคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า – เช่น การแสดงเหตุการณ์บริเวณมุมต่างๆ โดยรอบ หรือแม้แต่ภายหลังอาคาร และแสดงผลผ่านอวตารทำให้การสื่อสารใกล้เคียงกับมนุษย์ เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกสนาน และปลอดภัย

นวัตกรรม I2V บนโลกเสมือนจริง เปิดโอกาสให้การบริการ และการสื่อสารที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งทำให้การขับขี่สะดวกสบายและน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น

“ด้วยการช่วยให้คุณมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น เทคโนโลยี I2V นี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้การขับขี่สนุกยิ่งขึ้น” เท็ตสึโร อุเอดะ ผู้นำผู้เชี่ยวชาญของศูนย์วิจัยนิสสัน (Tetsuro Ueda, an expert leader - Nissan Research Center) กล่าว “คุณลักษณะแบบอินเทอร์แอคทีฟนี้ สามารถสร้างประสบการณ์ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับความสนใจและสไตล์การขับขี่ของแต่ละคน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ในแบบของตัวเอง”

การเชื่อมต่อของการขับขี่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เทคโนโลยี I2V ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี Omni-Sensing ของนิสสัน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากสภาพการจราจรและจากสภาพแวดล้อม รวมถึงภายในของรถยนต์ โดยมีเทคโนโลยี SAM (Seamless Autonomous Mobility) ทำการวิเคราะห์สภาพถนนผ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องแบบเรียลไทม์ และมีระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติแบบ ProPILOT ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของรถยนต์

เทคโนโลยีนี้สร้างพื้นที่เสมือนจริงแบบ 360 องศารอบ ๆ รถ ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่นสถานะถนน และทางแยก ทัศนวิสัย ป้ายจราจรหรือคนเดินเท้าในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบผู้โดยสารภายในรถโดยใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่เพื่อคาดการณ์ ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือในการหาบางสิ่งหรือแม้แต่แจ้งเตือนในการพักดื่มกาแฟ

เทคโนโลยี I2V ยังสามารถเชื่อมต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร กับผู้คนในโลกเสมือนจริงของ Metaverse แพลตฟอร์ม ด้วยสิ่งนี้จะทำให้ครอบครัว เพื่อน หรือคนอื่นๆ ปรากฏตัวในรถในรูปแบบสามมิติ เป็นอวตารแบบ Augmented reality (AR) เพื่อให้มีผู้ร่วมเดินทางหรือให้ความช่วยเหลือ

 

การสนับสนุนเพิ่มเติมในระหว่างการขับขี่อัตโนมัติ หรือการขับขี่ด้วยตนเอง

ในระหว่างการขับขี่แบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี I2V สามารถทำให้เวลาที่ใช้ในรถยนต์สะดวกสบายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อขับรถท่ามกลางฝนตก ทิวทัศน์ของวันที่มีแดดสดใส สามารถฉายภาพภายในรถได้

เมื่อไปในสถานที่ใหม่ๆ ระบบสามารถค้นหาภายในฐานข้อมูลแบบ Metaverse ให้มีไกด์ท้องถิ่นที่มีความรู้และสามารถสื่อสารกับผู้คนในรถยนต์ได้แบบเรียลไทม์

ข้อมูลที่ให้ไว้โดยไกด์นี้สามารถรวบรวมด้วยเทคโนโลยี Omni-Sensing และถูกเก็บไว้ในคลาวด์เพื่อให้ผู้อื่นที่เข้าเยี่ยมชมพื้นที่เดียวกันสามารถเข้าถึงคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบออนบอร์ดเพื่อให้การขับขี่ในพื้นที่นั้นๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในระหว่างการขับขี่ด้วยตนเอง เทคโนโลยี I2V นี้จะให้ข้อมูลจาก Omni-Sensing เป็นภาพทับซ้อนในมุมมองเต็มของผู้ขับขี่ ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่ประเมินและเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งต่างๆ อาทิ หัวมุมถนนที่มีทัศนวิสัยไม่ชัดเจน สภาพพื้นผิวถนนที่ไม่สม่ำเสมอ หรือ การจราจรที่กำลังเดินทางเข้าไปหา

ผู้ขับสามารถจองคนขับรถมืออาชีพจากฐานข้อมูล Metaverse เพื่อรับคำแนะนำส่วนตัวได้ในเวลาจริง โดย ผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญจะปรากฏเป็นภาพประจำตัวแบบอวตาร ฉายไว้ หรือจะเลือกเป็นรถเพื่อขับตามเสมือนจริงในมุมมองของผู้ขับขี่ในการสาธิตวิธีที่ดีที่สุดในการขับขี่

ไม่เพียงแต่ เทคโนโลยี I2V จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการจราจร และ เวลาของการเดินทางโดยประมาณเท่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถสื่อสารรายละเอียดที่ไม่ซ้ำกันเพื่อแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบเกี่ยวกับ ถนนข้างหน้า ที่จะลดความตึงเครียดในการขับขี่ โดย I2V จะให้คำแนะนำต่างๆ ให้ทางเลือกของช่องจราจรที่เคลื่อนที่ได้ดีที่สุด ในการจราจรที่หนาแน่น โดยใช้การใช้ข้อมูลท้องถิ่นแบบเรียลไทม์ผ่าน Omni-Sensing

และเมื่อมาถึงที่จุดปลายทางเทคโนโลยี I2V สามารถใช้เทคโนโลยี SAM ในการตรวจหาที่จอดรถและจอดยานพาหนะสำหรับผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่การจอดมีความยากลำบากได้

 

การสาธิตเทคโนโลยี I2V ของนิสสัน

ผู้เข้าชมงาน CES สามารถสัมผัสกับเทคโนโลยี I2V ได้ที่ส่วนจัดแสดงของนิสสัน โดยใส่แว่นแบบ Augmented-Reality (AR) และก้าวเข้าไปในห้องปฏิบัติการสาธิตที่มี การเชื่อมต่อและจอแสดงผลสามมิติ ผู้ทดลองจะได้รับคำแนะนำผ่านสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการเที่ยวชมเมือง การรับความช่วยเหลือในการหาที่จอดรถแบบเปิดโล่ง ในห้างสรรพสินค้าที่พลุกพล่าน เห็นวันที่ข้างนอกมีฝนตกซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นวันที่มีแดดสดใสภายในรถ การขับขี่ตามอวตารของผู้ขับขี่มืออาชีพ และวิธีที่ I2V สามารถมองเห็นอาคารและหัวมุมถนนต่างๆ

งาน CES 2019 มีขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 มกราคม 2562 ณ Las Vegas Convention Center ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางนิสสันยินดีต้อนรับผู้เข้าชมงานทุกคนในส่วนจัดแสดงหมายเลข 6906 ใน North Hall

เกี่ยวกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

นิสสัน ก่อตั้งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ 2476 โดยมีนโยบายหลักที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้า (Innovation that Excites) ทำให้ลูกค้าได้รับความสุขกับรถของนิสสัน ขณะเดียวกันนิสสันยังต้องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม โดยนิสสันได้ประกาศเป้าหมายในการมีส่วนร่วมลดค่ามลพิษให้เป็นศูนย์ และลดการสูญเสียบนท้องถนนให้เป็นศูนย์  นิสสันจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่อัจฉริยะ โดยมีแผนที่จะแนะนำระบบขับขี่อัตโนมัติ ในรถยนต์รุ่นหลักในภูมิภาคต่างๆ  เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนไปพร้อมๆ กับการสร้างความสุขให้กับผู้ขับขี่   สำหรับประเทศไทยนิสสันเริ่มดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 5 แห่ง และฐานการผลิตรถยนต์รวม 2 แห่ง   มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 190 แห่ง โดยมีผลิตภัณฑ์รถยนต์ตอบสนองลูกค้าทุกเซกเมนต์รวม 10 รุ่น  ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์อีโค คาร์  รถยนต์อเนกประสงค์ รถยนต์พรีเมี่ยมซีดาน  รถกระบะ และรถตู้  

 

เกี่ยวกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด

นิสสัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกที่จำหน่ายรถยนต์มากกว่า 60 รุ่นภายใต้แบรนด์นิสสัน อินฟินิตี้ และดัทสัน ในปีงบประมาณ 2560 บริษัทฯ มียอดขายรถยนต์มากกว่า 5.77 ล้านคันทั่วโลก สร้างรายได้มูลค่า 11.9 ล้านล้านเยน ในวันที่ 1 เมษายน 2560 บริษัทฯ เริ่มดำเนินการแผนกลยุทธ์ระยะกลาง Nissan M.OV.E. to 2022 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจ 6 ปีที่มีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ 30% เป็นมูลค่า 16.5 ล้านล้านเยน เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2565 โดยมีกระแสเงินสดสะสมจำนวน 2.5 ล้านล้านเยน ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว นิสสันมุ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำในนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านรถยนต์นิสสัน ลีฟ ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำนักงานใหญ่ของนิสสันที่ตั้งอยู่ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น แบ่งเขตปฏิบัติการออกเป็น 6 พื้นที่ ประกอบไปด้วย เอเชียและโอเชียเนีย แอฟริกา ตะวันออกกลางและอินเดีย จีน ยุโรป ละตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ นิสสันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ เรโนลต์ ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และ ได้เข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวน 34% จากมิตซูบิชิในปี พ.ศ. 2559  ปัจจุบันเรโนลต์ นิสสัน และมิตซูบิชิ มอเตอร์สเป็นพันธมิตรธุรกิจยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดและมียอดขายรวมกันมากกว่า 10.6 ล้านคันในปี 2560

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการ และความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์เพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามได้ที่ nissan-global.com, Facebook, Instagram, Twitter , LinkedIn และรับชมวีดีโอล่าสุดที่ YouTube