คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ เลเซอร์ เซนเซอร์ - เทคโนโลยีซึ่งได้นำมาใช้ในการสร้างรถยนต์แห่งศตวรรษที่ 21 ทำให้นักเขียนการ์ตูนในอดีตต้องรีบควานหาสมุดโน้ต

แต่เขาก็อาจจะเห็นด้วยว่า เหนือกว่าอุปกรณ์วิเศษทั้งหลายที่คุณจะฝันถึง สูตรที่จะพาไปสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน คือการทำให้ฮีโร่ของคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ในขณะเดียวกันก็มีอำนาจเหนือมนุษย์

มาพบกับ ทากาโนบุ ซากุโมโตะ จากแผนกพัฒนาเทคโนโลยีทดสอบยานยนต์ของนิสสัน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินประสาทสัมผัสเกี่ยวกับเสียงลม – เสียงคำรามของลมและอากาศเมื่อพัดผ่านขณะที่ท่านขับรถไป

และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เขาใช้สำหรับงานของเขากันดีไหม?

หูของเขา

รถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่สร้างเสียงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อไอเสีย เสียงจากถนน และเสียงลม เสียงต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ ปนกันเป็นเสียงคำรามอันเคยคุ้น ที่เข้ามายังหูของท่านเมื่อขับรถไป

สำหรับพวกเราส่วนใหญ่แล้ว นี่เป็นเพียงเสียงที่รถยนต์สร้างขึ้น แต่สำหรับซากุโมโตะ แต่ละส่วนของเสียงนี้มีลักษณะพิเศษของมันเอง และหูของเขาสามารถแยกแยะและชี้เฉพาะให้เห็นถึงแต่ละเสียงได้เหมือนกับการคลายปมด้ายที่ยุ่งเหยิง

ในขณะที่ทำงานในส่วนของการทดลอง ซึ่งท่อลมที่ใช้หลักอากาศพลศาสตร์อย่างเต็มที่ของนิสสันสามารถสร้างลมได้ถึง 270 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือเมื่อทำงานนอกสถานที่ในทางด่วนจริงๆ ซึ่งเขาจะต้องนั่งหลังพวงมาลัยและแทบจะพูดได้ว่าไล่ตามลม งานของซากุโมโตะก็คือการฟัง

และเขาได้ปรับความสามารถในการฟังไปจนถึงจุดที่ ในขณะที่พวกเราส่วนใหญ่เริ่มพบว่ายากที่จะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซากุโมโตะสามารถจับเสียงที่ผิดปรกติเพียงเล็กน้อยได้จากเสียงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่ และเมื่อได้ยินเสียงนั้นแล้ว เขาก็จะหาแหล่งที่มาของเสียง ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ช่องว่างขนาดสองสามมิลลิเมตรในส่วนประกอบที่แต่งไว้สักอย่าง และหาทางแก้ไขเสียงนั้นได้

ครั้งหนึ่ง ซากุโมโตะแสดงถึงสไตล์เหนือมนุษย์ของเขาในบ้านของเขาเอง เมื่อมีเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งเริ่มรบกวนเขา มันทำให้เขาแทบบ้า และเขาจึงหาจนเจอว่าเป็นเสียงมอเตอร์ของตู้เย็นใหม่เอี่ยมของเขาเอง

เขาโทรศัพท์เรียกผู้ผลิตและช่างซ่อมจึงมาที่นั่นทันที แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เสียงนั้นอยู่ในระดับที่แทบจะไม่มีใครสังเกต และนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะซ่อมแซมได้

ซากุโมโตะอาจจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียง “ความเจ็บป่วยทางอาชีพ” และยอมรับมัน แต่แน่นอน เขาหาทางแก้ปัญหาของเขาเองและสามารถทำให้เสียงหึ่งๆที่รบกวนนั้นเงียบไปได้

ไม่มีอะไรเหมือนความรู้สึกตื่นเต้นขณะที่ท่านถอยรถใหม่ออกมาขับไปได้ ที่นิสสัน เราต้องการทำให้ความรู้สึกเช่นนั้นคงอยู่ตลอดไป และเราเชื่อว่า วิธีที่จะทำเช่นนั้นได้ คือการเพิ่มระดับคุณภาพของสิ่งเล็กน้อยทุกสิ่งให้เหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

เสียงของรถยนต์ก็คือหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น และทากาโนบุ ซากุโมโตะ คือชายที่มีหูเหนือมนุษย์ ที่จะแก้ปัญหานี้ได้ แต่ชื่อหรูหราขนาดนั้นเพียงแค่ทำให้เขาหัวเราะ

จากคำบอกเล่าของซากุโมโตะ ในการทำหน้าที่นี้ ท่านเพียงแต่จะต้องเป็น “คนรักรถยนต์” เขาบอกว่า สิ่งที่เขาจำเป็นต้องมีสำหรับงานนี้ และสำหรับงานในการพัฒนารถยนต์นิสสัน ไม่ใช่หูที่เหนือมนุษย์ แต่จะต้องมีความรักอย่างยั่งยืนและไม่รู้จักพอที่มีต่อรถยนต์

ในที่สุดแล้ว นี่คือคนชนิดที่สร้างรถยนต์นิสสัน นักวิทยาศาสตร์ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนที่มีความลุ่มหลงต่องานของตนเอง

และนี่อาจจะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของอำนาจเหนือมนุษย์เล็กน้อยเช่นกัน

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE

ช่วงเวลานั้นคือต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 หลังจากที่ออกทะเลไปเป็นระยะเวลานาน รถยนต์นิสสันที่บรรทุกเรือมาก็ได้มาถึงทวีปยุโรป และจอดรอที่ท่าเพื่อนำต่อไปยังปลายทางในขั้นสุดท้าย เหนือรถยนต์เหล่านั้น เงาทะมึนทาบทับท้องฟ้าตอนเหนือสีจาง ฝูงนกนางนวลและนกทะเลต่างๆบินโฉบมาและร้องเสียงดัง... และแล้ว...มันก็ปล่อยมูลลงมา

และนี่คือจุดที่ความยากลำบากได้เริ่มต้นขึ้น การวิจัยครั้งต่อมาเปิดเผยว่า น้ำมันในมูลนกกินปลานั้น ทำให้เกาะติดสีรถแน่น และในที่สุด ทำให้สีละลายหรือจางลง

ในขณะที่รถจอดอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์เพื่อรอนำออก มูลนกเก่าจะแห้งและหดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สีเคลือบรถที่ราบเรียบในตอนแรก

ภาพของกลุ่มรถยนต์ใหม่วาววับถูกทำลายไป

แน่นอนว่า งานวิจัยเกี่ยวกับสีของนิสสันเริ่มต้นนานมาแล้วก่อนคริสต์ทศวรรษ 1990 และครอบคลุมถึงสารทุกชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อสีรถ รวมทั้งน้ำจากแมลง ยางจากต้นไม้ ละอองเกสร และฝนกรด

แม้กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงกระตุ้นให้นักวิจัยของนิสสันเพิ่มความพยายามในการวิจัยขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง นักวิจัยเหล่านี้ ได้รวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกเกี่ยวกับสาเหตุต่างๆที่สร้างความเสียหายต่องานพ่นสี รวมทั้งการรวบรวมมูลนกทุกชนิดซึ่งอาศัยอยู่ทั่วโลก และใช้ความพยายามที่จะวิเคราะห์องค์ประกอบของมูลนกเหล่านั้นอย่างละเอียดละออ

ทีมงานพัฒนาได้พบว่า ภูมิภาคต่างๆต้องการสีที่มีสมรรถนะแตกต่างกันไป

เช่น ในอเมริกาเหนือ มีเศษจากก้อนหินเล็กๆที่หล่นมาบริเวณหน้ารถ รวมทั้งความเสียหายจากฝนกรด

ในยุโรป สีจะต้องทนทานต่อการขีดข่วน มีคนรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก แต่ในบางกรณี นิสสันจะปรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการพ่นสีเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของบริเวณเป้าหมาย

มีเพียงนิสสันเท่านั้น ที่ทำได้ขนาดนี้

ด้วยความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทีมพัฒนา สีของนิสสันจึงได้เกิดใหม่ โดยมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยเป็นมากมาย และตอนนี้ ยังได้รับความสนับสนุนโดย“เกราะป้องกันรอยขีดข่วน”*”,ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการพ่นสีที่เกือบเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งป้องกันพื้นผิวจากรอยด่างต่างๆ และแม้แต่ทำให้รอยขีดข่วนเล็กหายไปได้

ท่าทีของนิสสันที่มีต่อการพัฒนาการพ่นสี ได้เปลี่ยนไปจากเทคโนโลยีดั้งเดิม ด้วยการถามอยู่เสมอว่า อะไรที่จะทำให้สีของรถยนต์ดึงดูดลูกค้าได้

ทีมงานพัฒนากำลังดำเนินการวิจัยทั้งวันและทั้งคืน เพื่อสร้างงานที่จะทำให้ลูกค้าอยากหลุดคำพูดออกมาว่า “ว้าว!” เมื่อได้เห็นรถยนต์นิสสัน

ดังนั้น อย่าไปสนใจเรื่องของมูลนกเล็กน้อยอย่างนั้นเลย รถยนต์ซึ่งคงความงามน่าลุ่มหลงไว้ได้ ไม่ว่าคุณจะขี้เกียจดูแลอย่างไรก็ตาม นั่นคืองานพ่นสีที่ดีที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับรถยนต์นิสสันในเร็วๆนี้

*เกราะกันรอยขีดข่วน (Scratch Shield) มีใช้เฉพาะในบางประเทศและบางเขตเท่านั้น

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE

กำแพงของห้องนั้นเต็มไปด้วยข้อเท็จจริง ตัวเลข แผนภูมิ และภาพโดยละเอียดของฉากอาชญากรรม และบนโต๊ะที่เรียงอยู่รอบกำแพง มีเครื่องฟอกอากาศที่หยุดทำงานไปแล้ว มีผ้าหุ้มเบาะที่กลายสภาพเป็นผง และส่วนของเครื่องยนต์ที่ตัดครึ่งเพื่อที่จะสามารถตรวจสอบการทำงานชั้นในสุดได้

นี่ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการของตำรวจท้องที่ แต่เป็นโถงทางเข้าสู่ศูนย์คุณภาพภาคสนามของนิสสัน

การแสดงที่น่าตื่นตระหนกถึงชิ้นส่วนและองค์ประกอบของรถยนต์ที่เสียหรือผิดพลาดตั้งแต่ 30 ชิ้นขึ้นไปนั้นมีไว้ให้สำหรับทุกคนได้ดู ไม่เพียงแต่ผู้ส่งมอบเท่านั้น แต่แม้กระทั่งผู้เข้ามาเยือนก็สามารถเลือกดูสิ่งที่นิสสันต้องเสียใจมาหลายปีซึ่งนำมาแสดงให้โลกได้เห็น

ความคิดเบื้องหลังความโปร่งใสเช่นนี้มาจากความเชื่อมั่นอย่างจริงจังของนิสสันที่ว่า บริษัทจะไม่ทำข้อผิดพลาดเช่นเดิมอีกเป็นครั้งที่สอง

แน่นอนว่าการที่เกิดข้อผิดพลาดนั้นเป็นปัญหาใหญ่ตั้งแต่แรกแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างความมั่นใจได้ว่า รถยนต์รุ่นใหม่จะไม่มีความผิดพลาดอย่างเดิมอีก

เมื่อรถยนต์ที่มีข้อผิดพลาดถูกส่งไปยังศูนย์ คณะทำงานจะรวบรวมไว้ด้วยกันเพื่อตรวจสอบ โดยคณะทำงานนี้ เรียกว่า “นักสืบ FQC” ซึ่งจะตรวจดูความเป็นไปได้ทุกอย่าง ทีละอย่าง ไม่ว่าจะเล็ก หรือดูไม่เกี่ยวข้องสักเพียงใด เพื่อหาสาเหตุของแต่ละปัญหา

ชิ้นส่วนที่ผิดพลาดจะถูกวางไว้ในรถยนต์จริง เพื่อสร้างสถานการณ์จริงอีกครั้งให้ใกล้เคียงกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากที่สุด และทีมงานจากศูนย์กลาง ผู้ส่งมอบ ทีมพัฒนาและผลิต จะทำงานร่วมกันเพื่อหาสาเหตุของปัญหานั้น และแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น

กระบวนการของการถามว่า “เพราะเหตุใด?” ซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ เรียกว่า การวิเคราะห์แบบต้นไม้ภาคสนาม (Field Tree Analysis -FTA) ทุกวันนี้ การวิเคราะห์แบบ FTA ทำในคอมพิวเตอร์ แต่ก่อนหน้านี้ เคยทำบนกระดาษ และผลของ “ต้นไม้ที่ได้มา” บางครั้งอาจกว้างจนกินบริเวณหลายตารางเมตร

หลายครั้งที่ปัญหาดูเหมือนจะไม่อาจจัดการได้ เช่น มีแบบของรถยนต์ที่ส่งไปยังอเมริกาใต้ ซึ่งมีปัญหาในขณะสตาร์ท รถยนต์รุ่นนี้ผลิตขึ้นในเอเชีย และส่งออกไปยังหลายประเทศ แต่มีเพียงที่เดียวที่มีปัญหา เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้มีปัญหาเฉพาะที่นั่นเท่านั้น...?

ปรากฎว่า ต้นเหตุของปัญหานั้นมาจากฝน เสียงจากที่ปัดน้ำฝน ซึ่งไม่ควรจะมีความสัมพันธ์ใดๆกับกลไกในการสตาร์ทรถ กลับสร้างความเสียหายให้แก่ไดโอดส์ (diodes) ในระบบสตาร์ท และทำให้ไม่สามารถที่จะสตาร์ทรถได้

ก็เหมือนกับงานนักสืบ จะต้องตรวจหาความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดในรายละเอียดปลีกย่อย และจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ส่งมอบทั้งหมด เพื่อสืบหาต้นเหตุของความผิดพลาดที่ดูเหมือนจะไม่สมเหตุผลเช่นนี้

คำว่า “ไคเซ็น” (kaizen) ในภาษาญี่ปุ่น กลายเป็นมาตรฐานโลกสำหรับปรัชญาของการปรับปรุงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และคณะทำงานใน FQCs ทั้งเจ็ดแห่งทั่วโลก รู้ดีว่า ไคเซ็นด้านคุณภาพ (Quality Kaizen) นั้นไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

แต่เป้าหมายขั้นสูงสุดคือ รถยนต์ที่ไม่มีข้อผิดพลาดเลย และเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นักสืบจะต้องคอยหาเบาะแสของสิ่งที่ผิดพลาด และคอยจับให้ได้ทีละรายการ ที่ FQC เชื่อกันว่า ความมุ่งมั่นที่จะได้รับคุณภาพสูงสุด คือหัวใจสำคัญในการักษาวามเชื่อถือของลูกค้า

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE

ความปลอดภัยนั้นมีความสำคัญสูงสุด ไม่มีใครจะโต้แย้งได้ แต่รถไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องยนต์ชิ้นหนึ่งที่พาสิ่งของไปไหนมาไหน รถจะต้องขับสนุก และนั่งได้อย่างมีความสุข

นี่คือเรื่องของการที่ความลุ่มหลงที่มีต่อการทำให้รถยนต์นั้นทั้งปลอดภัยและน่าตื่นเต้น รวมทั้งการค้นพบโดยบังเอิญในช่วงอาหารเช้า ได้นำไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่สำหรับเทคโนโลยีเบรคของนิสสัน

เช้าวันหนึ่ง ยูอิชิ มูราคามิ ซึ่งในขณะนี้เป็นหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญในทีมงานด้านความพอใจโดยรวมของลูกค้า กำลังจิบชาพร้อมทั้งอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นบทความชิ้นเล็กๆเข้า

บทความนั้น เป็นเรื่องของการสอบสวนเหตุการณ์เกี่ยวกับการบินซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และเมื่อมูราคามิอ่านบทความนี้ หัวใจเขาก็เริ่มเต้นแรง

การสอบสวนนั้น สรุปได้ว่า ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องบินนั้นบินด้วยระบบนำร่องอัตโนมัติ ถึงแม้ว่า นักบินจะพยายามดึงเครื่องขึ้นสูง แต่ไม่อาจเอาชนะกลไกอัตโนมัติไปได้

มูราคามิคิดว่า -- ถ้าเพียงแต่ระบบนั้นให้ความสำคัญต่อนักบินมากกว่าเครื่องจักร จะเป็นไปได้หรือไม่ว่านักบินอาจควบคุมเครื่องบินในวันนั้นได้?

วินาทีนั้นเอง ที่มูราคามิเชื่อว่า ระบบเร่งด้วยไฟฟ้าที่เขากำลังมีส่วนร่วมในการพัฒนานั้น ในที่สุดแล้ว จะต้องเป็นระบบที่เคารพต่อเจตจำนงของมนุษย์

ความเชื่อมั่นเช่นนั้นทำให้นิสสันพัฒนาระบบเบรคโอเวอร์ไรด์ (Brake Override System) ก่อนผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่น ระบบนี้สร้างความมั่นใจได้ว่า ในกรณีที่ว่า ถ้ามีการเหยียบคันเร่งไฟฟ้าและแป้นเบรคพร้อมๆกัน กำลังเครื่องยนต์จะลดลง และเบรคจะต้องมาก่อนเสมอ

แต่ใครจะเหยียบเบรคและคันเร่งได้ในขณะเดียวกัน? นั่นไม่น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก และจริงอยู่ที่ว่า ในการขับขี่ตามปรกติ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเกิดมีอะไรสักอย่างเข้าไปติดอยู่ที่คันเร่ง หรือด้วยเหตุใดก็ตาม ระบบเกิดทำงานผิดพลาดและคันเร่งค้างอยู่...?

เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะหยุดได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม ในปัจจุบันนี้ รถยนต์นิสสันทุกคันที่ใช้คันเร่งไฟฟ้า*จะต้องติดระบบเบรคโอเวอร์ไรด์

แต่ระบบของนิสสันไม่ได้ลืมความต้องการของผู้ขับขี่ที่จริงจังเช่นเดียวกัน ถ้ามีการเหยียบเบรคและคันเร่งในขณะเดียวกัน ในขณะที่ให้ความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใด ในระยะเวลาที่สั้นมากๆ ซึ่งเพียงพอสำหรับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์อย่างแท้จริง ระบบจะให้ทางเลือกในการตัดสินใจแก่ผู้ขับขี่

การพิจารณาถึงความต้องการของลูกค้า คือสิ่งที่นิสสันคำนึงถึงเสมอมา

เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในเครื่องยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรสำหรับตนเองเพื่อให้ปลอดภัยอยู่เสมอ... แต่ความคิดเช่นนั้น เป็นการให้ความไว้วางใจในเครื่องยนต์มากเกินไป

ผู้ผลิตมีหน้าที่ที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า ระบบจะทำงานได้ถึงระดับไหน และจะมีอะไรเหลือให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินของมนุษย์บ้าง จุดเน้นที่สำคัญของงานวิจัยของนิสสันในอนาคต คือเพื่อสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัยของลูกค้า ในขณะที่ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าเช่นกัน

แต่ความเชื่อที่ว่า มนุษย์ควรจะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย จะยังคงเป็นหัวใจของการทำงานเสมอไป

*ไม่รวมถึง OEM

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE

ฟุตบอล กีฬาที่คนพร้อมใจเชียร์กันทั่วโลก บนสนามจะมีผู้เล่นทั้งหมด 23 คน แต่ละทีมมี 11 คน และผู้ตัดสินที่มีความสำคัญยิ่ง

กฎของฟุตบอลนั้นเป็นอย่างเดียวกันทั่วโลก และผู้ตัดสินจะอ้างถึงหัวข้อต่างๆ 17 ข้อ ในกฎเกณฑ์การแข่งขันซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับสนามและลูกบอล วิธีนับคะแนนและอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้อธิบายไว้ในคู่มือจำนวน 50 หน้า ด้วยกฎเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกันเหล่านี้เอง ที่ทำให้สามารถจัดการแข่งขันระดับโลกได้โดยไม่ทำให้เกิดความสับสนใดๆ

ก็เหมือนกับกฎเกณฑ์ในการเล่นฟุตบอล นิสสันก็มีกฎในการผลิตรถยนต์ มาตรฐานระดับโลกนี้ เรียกว่า มาตรฐานการประเมินยานยนต์ร่วมกัน (Alliance Vehicle Evaluation Standard -AVES) ปัจจุบันนี้ มีรายการที่ต้องตรวจสอบตามมาตรฐาน AVES 350 รายการ และมีผู้ตรวจ 350 คนที่ต้องคอยตรวจดูคุณภาพรถยนต์ที่ศูนย์ผลิตในประเทศต่างๆ 27 ประเทศทั่วโลก

ก่อนที่จะนำมาตรฐาน AVES มาใช้ การผลิตรถยนต์ที่นิสสัน คือโลกของช่างฝีมือ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้อย่างแน่ชัด และรถยนต์นั้นถูกผลิตขึ้นด้วยความสามารถของช่างฝีมือ และส่งออกไปสู่โลกภายนอก

แต่จำนวนผลิตค่อยๆเพิ่มขึ้น และจำนวนของพนักงานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพื่อที่จะให้เป็นบริษัทระดับโลก นิสสันจำเป็นต้องสามารถที่จะผลิตรถยนต์คุณภาพสูงในปริมาณมาก และที่ฐานการผลิตต่างๆทั่วโลก

ดังนั้น จึงได้มีการนำมาตรฐาน AVES มาใช้ เพื่อกำหนดภาษาเดียวกันอย่างชัดเจน รวมทั้งทำให้คุณภาพของนิสสันได้มาตรฐานในสายตาของลูกค้า

ได้มีการวางรากฐานสำหรับมาตรฐาน AVES ใน พ.ศ. 2524 และใน พ.ศ. 2531 รายการต่างๆถูกแยกออกเป็นประเภทคงที่และมีพลวัติ และเมื่อนิสสันได้เข้าเป็นพันธมิตรกับเรโนลด์ใน พ.ศ. 2542 นิสสัน จึงได้ก้าวมาถึงรูปแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

การตรวจสอบครั้งแรกอยู่ที่ขั้นตอนของการสร้างต้นแบบและดำเนินการต่อไปรวมทั้งสิ้นสี่ครั้งก่อนที่รถยนต์จะพร้อมส่ง ผู้ตรวจที่ได้รับการรับรองสองคนจะประเมินทุกอย่างจากมุมมองของลูกค้า ในระหว่างการประเมินการขับขี่ ทั้งสองจะแบ่งงานอย่างละเอียดรอบคอบระหว่างที่นั่งคนขับและที่นั่งด้านหลัง

และถ้ารถยนต์นั้นยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน AVES อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีการเตรียมพร้อมที่จะขายแล้ว ก็ไม่สามารถส่งรถยนต์รุ่นใหม่นั้นออกไปได้

นี่คืออำนาจอันทรงพลังที่จะแสดงถึงใบแดงเพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์ของนิสสันทุกคันจะต้องมีคุณภาพสูงสุด

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE

ไม่ว่าจะเป็นถนนกรวดขรุขระแบบอิตาเลียน หรือถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นของปาปัวนิวกินี ถนนที่เต็มไปด้วยหลุมอันเลื่องชื่อของบราซิล และถนนที่มีฝาท่อระบายน้ำของอเมริกา ซึ่งล้วนแล้วแต่ขึ้นชื่อว่าสร้างความเสียหายให้แก่ระบบกันสะเทือนของรถ... คุณจะเชื่อหรือไม่หากมีคนบอกว่า คุณสามารถขับรถผ่านสภาพเหล่านี้ทั้งหมดได้ภายในเที่ยวเดียว? ที่สนามทดสอบโทชิกิของนิสสัน เขาทำกันเช่นนั้นทุกๆวัน

สนามกว้างใหญ่ขนาด 2,922,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยสภาพถนนอันโดดเด่น เช่น มีฝาท่อ และแนวหินกรวด ด้วยพื้นผิวถนนกว่าสิบชนิด เช่น ถนนคอนกรีต ถนนหิน ถนนกรวด และลู่ทดลองที่มีความทนทานต่อความเร็วสูงขนาด 6.5 กิโลเมตร

รถยนต์แบบใหม่ของนิสสันทุกรุ่นซึ่งถูกส่งออกตลาดโลก จะต้องผ่านการทดลองความเร็วที่นี่

จนถึงวันนี้ คณะทำงานของนิสสันได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆประมาณ 65 ประเทศ เพื่อวิจัยพื้นผิวถนนและสภาพการทดสอบ ในแต่ละจุดที่ออกสำรวจ คณะทำงานเหล่านี้ จะได้พบปะกับลูกค้าหลายร้อยคน และใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการสัมภาษณ์ลูกค้าและเฝ้าสังเกตรูปแบบพฤติกรรม นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจชนิดของพื้นผิวการขับขี่และระยะทางที่ขับด้วย

หลังจากนั้น จึงได้ติดตั้งเครื่องมือในการวัดไว้กับรถยนต์ที่นำมาสาธิตและสนามทดสอบ ประสบการณ์ที่รถยนต์ได้พบบนพื้นผิวถนน จะถูกแปรเป็นข้อมูล และจะมีการจัดอันดับเป็นตัวเลขแก่ประเทศนั้น

ประสบการณ์นี้ จะได้นำมาสร้างใหม่ในโทชิกิ และมีการดำเนินการทดสอบโดยใช้รถรุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับสภาพถนนเหล่านั้น

ในระหว่างพัฒนารถยนต์แต่ละรุ่น คงไม่เป็นการเกินเลยถ้าจะกล่าวว่า ได้มีการกำหนดระยะทางอย่างเพียงพอเพื่อทดสอบการขับขี่ทั่วโลกหลายร้อยครั้ง

รถยนต์คันหนึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆหลายหมื่นชิ้น เพื่อกำจัดความผิดพลาดทุกอย่าง เพื่อสร้างสิ่งที่มีคุณภาพและความคงทนสูงสุด รวมถึงการส่งมอบรถยนต์ที่มีความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าถึ่งถิ่นที่อยู่ของลูกค้า รถยนต์นิสสันใหม่ จึงต้องขับไปทั่วโลกที่สนามทดสอบโทชิกิอีกครั้งในวันนี้

BOOKMARK & SHARE >
  • Google
  • Twitter
  • Tumbler
  • Facebook
  • Delicious

X CLOSE